Keep Eyes on You [#1]

posted on 25 May 2010 19:10 by hacchi  in short-story







KEEP EYES ON YOU [#1]
T.OHKURA - S.YASUDA
Short Story(?)

 

 


 

 

'โอคุระ ทาดาโยชิ'
มือกลองผู้มากพรสวรรค์แห่งนัมเบอร์ทรี


กรอบเล็กๆ ในหน้าหนึ่งของนิตยสารเพลงอินดี้  ที่กางหราอยู่บนโต๊ะของยาสุดะเขียนพาดหัวไว้แบบนั้น..  ข้างๆ เป็นภาพประกอบที่มีหน้าเจ้าของชื่อตีหน้าเข้มอยู่หลังกลอง...  ภาพนั้นทำให้ยาสุดะอดขำอยู่ไม่ได้... ขณะคิดว่า  ผู้ชายคนนี้จะต้องใช้เวลานานขนาดไหนกว่าจะโพสหน้าเหี้ยมแบบนี้ได้น้า..?  

".....เป็นเหมือนอย่างที่นายเป็นก็ได้นี่นา  ไม่เห็นจะต้องเสแสร้งเลย"

ยาสุดะพูดเบาๆ พลางตัดนิตยสารหน้านั้นอย่างเบามือ  และเก็บมันไว้ในซองเอกสารในลิ้นชักโต๊ะทำงาน  ที่สุมไปด้วยม้วนฟิล์ม  รูปภาพ  และเลนส์กล้องหลากหลายชนิด

ภายในนั้นมีซองกระดาษเนื้อหนาสีน้ำตาลวางซ้อนกันอยู่อีกหลายปึก  ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นฟิล์มที่ล้างและอัดแล้วของนักร้องอินดี้ทั้งหลายแหล่  และแน่นอนส่วนหนึ่งถูกแปรเป็นเงินตอบแทนจากบริษัทนิตยสารไว้เรียบร้อย  แต่อีกส่วนหนึ่ง, จะว่าไป  มันมีจำนวนเกินครึ่งของทั้งหมดเสียอีก.....

File 1   : สถานีอุเมดะกับวงนัมเบอร์ทรี
File 2   : เกมเซ็นเตอร์ที่นัมบะ
File 3   : ระหว่างทางกลับบ้าน  6/15-19
File 4   : ....................
File 5   : ....................
.
.


ถ้าจะบอกว่า..  เขารู้จักโอคุระดี  ดีกว่าใครๆ  ทั้งเพื่อนร่วมวง  เพื่อนที่โรงเรียน  ญาติพี่น้อง  แฟนเพลง  หรืออาจจะแม้กระทั่งคนรัก.. มันคงไม่ผิด
เขารู้จักโอคุระดีกว่าใครทั้งหมด  เขารู้  ว่าโอคุระชอบกินอะไร  ชอบไปเที่ยวที่ไหน  ชอบคุยโทรศัพท์กับใคร   และอีกมากมายที่เกี่ยวกับข้องกับผู้ชายคนนั้น......

ตั้งแต่คืนนั้น  ที่คลับเฮ้าส์ชั้นใต้ดิน  ... ใช่แล้ว  มันเริ่มจากวันนั้น




--- 6 เดือนที่แล้ว ---



กลิ่นอับชื้นภายในคลับเฮ้าส์ชั้นใต้ดินที่ดูท่าจะไม่ได้ทำความสะอาดมาแรมปี  ผสมกลมกลืนกับกลิ่นบุหรี่  กลิ่นน้ำหอม  หรือแม้แต่กลิ่นแอลกอฮอล์  จนแยกกันไม่ออก  ผู้คนมากหน้าหลายตายืนออกันบนลานเล็กๆ หน้าบริเวณที่น่าจะเรียกได้ว่าเวที  เพดานไม้ผุสีลอกร่อนบ่งบอกทั้งอายุและสภาพการดูแลได้เป็นอย่างดี....น่ากลัวถล่มลงมาเสียเหลือเกิน....

มุมผนังของคลับเฮ้าส์มีเพียงชายหนุ่มยืนเก้ๆกังๆ อยู่ลำพัง  กระเป๋าสะพายกล้องใบโตก็ดูจะหนักเหลือเกินในยามนี้  มือคู่เล็กกำกระชับไปมาขณะหันซ้ายแลขวาอย่างไม่ค่อยมั่นใจ

งานที่รุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำมาว่าได้เงินดีเหลือเชื่อ  แค่ตามถ่ายรูปนักร้องอินดี้แล้วเอาไปเสนอขายกับพวกนิตยสาร  เขาจึงลองเริ่มต้นดูกับโชว์ของวงร็อควงหนึ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน  ตอนแรกยาสุดะคิดว่าไม่น่าจะเสียหายอะไร  ได้เข้ามาดูไลฟ์โชว์แล้วก็หามุมดีๆ ถ่ายรูปมาแลกกับเงิน  แต่ว่า...จะคิดถูกรึเปล่านะที่มาที่นี่  ก็ใครๆ ดูไม่เห็นจะเหมือนที่เขาเคยเจอเลยซักนิด....น่ากลัว...เผลอๆ อาจมีตำรวจวิ่งเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้..

ยาสุดะถอนหายใจออกมาอย่างทำอะไรไม่ถูก  ขณะมองไปที่ชายหนุ่มสกินเฮดกับลิ้นเจาะห่วงสีเงินระยับ .... แต่ก็เอาเถอะ  ถ้าวงที่จะเล่นไลฟ์นี่ดังจริงอย่างที่พูดกันก็คงจะขายได้เยอะอยู่  นึกๆ ถึงโปสเตอร์กราฟฟิตี้ที่แปะอยู่หน้าคลับเฮ้าส์....จะเป็นวงแบบไหนกันนะ...


"เชื่อสิ  ยืนตรงนี้ไม่เห็นอะไรหรอก"

เสียงไม่คุ้นหูกระซิบดังๆ อยู่ข้างยาสุดะ  เจ้าตัวกระโดดเหย็งออกมาด้วยอารามตกใจ  มองดูชายหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของเสียง....ถ้าเทียบกับคนอื่นในคลับเฮ้าส์นี่แล้ว.... ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อยืดสีดำกับกางเกงลำลองดูจะธรรมดาจนโดดเด่นกว่าใครๆ  คงจะเป็นเพราะความสูงของร่างกายและใบหน้าเรียวเล็กเปื้อนรอยยิ้มนี่ด้วยล่ะมั้ง...

"ท่าจะเคยมาครั้งแรกสิ?"

เขาถามหยั่งเชิงขณะมองสำรวจยาสุดะกับกระเป๋าใบโตไม่สมตัวที่ท่าทางจะหนักเอาการ....อยากรู้จังว่าใส่อะไรเอาไว้.....

"อย่าแตะ!!"

คนตัวเล็กห้ามเสียงห้วน  พร้อมกับเบี่ยงไหล่ที่มีสายสะพายกระเป๋าพาดอยู่ให้พ้นมือคนแปลกหน้าที่ยื่นเข้ามาอย่างถือวิสาสะ  เจ้าโย่งนี่! จะมาจุ้นอะไรนักหนานะ?!!

"แหะ.....ขอโทษ"

เขายิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับกล่าวขอโทษ แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้รู้สึกผิดอย่างที่เอ่ยซักนิด  ยาสุดะพยักหน้ารับชุ่ยๆ ก่อนจะกลับไปชะเง้อมองบนเวทีต่อ...  ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก  แค่หวงกล้องราคาเหยียบแสนไปตามปกติวิสัยเท่านั้นเอง..  ว่าแต่  ทำไมนานจังนะ  ในโปสเตอร์บอกไว้ว่าสองทุ่มครึ่ง  นี่ก็ปาเข้าไปจะสี่ทุ่มอยู่แล้ว  ไฟบนเวทียังไม่มีทีท่าจะสว่างแม้แต่น้อย

"ยืนดูตรงนี้ลำบากใช่มั้ยล่ะ..... บอกแล้ว"

คนร่างสูงที่ยังหน้าทนยืนอยู่พูดขึ้น  เมื่อเห็นยาสุดะเขย่งขายืดสุดตัวเพื่อมองฝ่าฝูงคนไปบนเวที  แต่ตัวเขาเองกลับมองตรงไปอย่างสบายๆ  จนยาสุดะอดอิจฉาไม่ได้

"ใช่! ลำบาก!  งั้นกลับล่ะ....."

ยาสุดะสะบัดเสียงห้วนเป็นทำนองไม่พอใจ.....กวนประสาท.....ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นไม่พอ  ยังมาย้ำปมด้อยกันอีกเหรอ?!

"เฮ้..?  อย่าขี้งอนน่า  เดี๋ยวไลฟ์ก็จะเริ่มแล้ว  เอาเป็นว่าฉันจะพานายไปตรงมุมดีๆ ละกัน   นะ?"

ไม่ทันที่จะได้คำตอบอะไร  คนยื่นข้อเสนอก็ลากยาสุดะที่ยังหน้าง้ำไม่หายออกมาซะแล้ว..

"จะไปไหนเนี่ย??"

แต่คนตัวสูงที่เดินนำลิ่วๆ ไม่ตอบ  พายาสุดะฝ่าผู้คนจากช่วงกลางลานไปจนเกือบถึงทางออกติดเวที....



ถ้าหากวันนั้น....
เพียงผมสะบัดมือคู่นั้นออก
แล้วหันหลังให้กับจุดเริ่มต้นของเรื่องราว
หันหลังให้กับเวทีมืดสลัว
ที่ผมไม่เคยรู้เลยว่าบนนั้น
...บางสิ่งบางอย่าง...
จะตรึงผมเอาไว้
ทั้งสายตา และ หัวใจ




มุมห้องลับตาคนหลังเวที  มีบันไดไม้ขั้นเล็กๆ วางพาดอยู่  ชายหนุ่มแปลกหน้าผายมือเป็นทำนองเชื้อเชิญให้ยาสุดะปีนขึ้นไป... คนถูกเชิญจำใจทำตามอย่างเสียไม่ได้  

พ้นขั้นสุดท้ายของปลายบันได  เป็นทางเดินที่แคบและเล็ก  เบื้องหน้ามีไม้ระแนงท่าทางไม่แข็งแรงกั้นอยู่ .. ตอนนี้ทั้งยาสุดะและชายหนุ่มร่างสูง  อยู่บนชั้นลอยของคลับเฮ้าส์ชั้นใต้ดินแห่งนี้..... มุมดีตามที่บอกจริงๆ นั่นแหละ  เพราะมองจากบนนี้สามารถเห็นทั้งผู้ชมข้างล่างและสถานการณ์บนเวทีอย่างชัดเจน  และด้วยเลือดตากล้องเข้มข้น.. ยาสุดะคว้ากล้องคู่ใจในกระเป๋าใบโตมาประกอบอย่างชำนาญ  ก่อนจะทาบดวงตาเข้ากับโฟกัส  สาดส่องลำกล้องลงไปยังภาพเบื้องล่าง  ..การได้มองผ่านเลนส์ ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอยู่ทุกครั้งไป..  

คนร่างสูงพยักหน้ากับตัวเองอย่างเข้าใจซะที  ว่าอะไรอยู่ในกระเป๋า  เจ้าของถึงได้หวงซะขนาดนั้น

"ไม่เห็นเข้าใจเลย.. ทำไมนายต้องพกกล้องตัวใหญ่ขนาดนี้มาดูไลฟ์ด้วยน่ะ?"

"ฉันไม่ชอบกล้องดิจิตอล.. มันไม่ได้อารมณ์ของคำว่า 'ภาพถ่าย'  ดีพอ  ภาพที่ถูกบันทึกลวกๆ จากก้อนสี่เหลี่ยมไร้ศิลปะนั่น  โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องแสงเงา  หรือองค์ประกอบอื่นๆ เพราะอวดดีถือว่าจะเอาไปปรับนู่นนี่ยังไงก็ได้  แบบนั้นน่ะจะเรียกว่าภาพถ่ายได้ยังไงกัน......"

คนร่างเล็กเผลอบ่นออกมายืดยาว  พูดถึงทีไรก็อดแอนตี้ไม่ได้ทุกที..  อีกคนได้แต่พยักหน้าตาม  ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก  แต่ดูท่า..หมอนี่คงจะบ้ากล้องน่าดูแฮะ..

- - พ รึ่ บ ! ! - -

อยู่ๆ ไฟบนเวทีก็สว่างจ้าขึ้น  ท่ามกลางเสียงเฮลั่นของเหล่าผู้ชมที่ดูเหมือนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนแน่นเอี้ยดลานเล็กๆ ข้างล่าง..  ต่างกับบนชั้นลอยนี้ลิบลับ  ถึงจะแคบแต่ก็ยังดูสบายๆ สำหรับสองคน..

"เจ๋งเหมือนกันนี่  รู้ที่ดีๆ แบบนี้ด้วย.."

ยาสุดะเพิ่งจะรู้สึกขอบคุณคนแปลกหน้าจอมยุ่งก็ตอนนี้เอง  ไม่อย่างนั้นป่านนี้ผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างเขาคงโดนเบียดเป็นซูชิอัดกระป๋องไปแล้วแน่ๆ

"ถือซะว่า  เป็นของขวัญสำหรับไลฟ์ครั้งแรกของฉันละกัน.."

ชายหนุ่มตอบกลับยิ้มๆ ขณะมองยาสุดะที่จ้องมองผ่านเลนส์กล้องไปบนเวทีอย่างตื่นเต้น..  พอดีกับที่เสียงเฮดังกว่าเดิมระลอกใหญ่  ดังกระหึ่มต้อนรับ  เมื่อร่างผอมบางขึ้นมายืนโดดเด่นอยู่บนเวที .. สนับมือหนังสีดำวาวชูขึ้นล้อกับสปอตไลท์ที่สว่างสไวไปทั่วพื้นที่   เป็นเชิงปรามเสียงเชียร์ที่ฟังไม่ได้ศัพท์

"สายัณห์สวัสดิ์!!  เหล่าสาวกทั้งหลาย~~~!!"

เสียงตะโกนรับคำทักทายจากร่างเล็กบนเวทีดังกระหึ่ม  ยาสุดะอดทึ่งไม่ได้....เสียงทรงพลังขัดกับตัว...หมอนี่คงเป็นนักร้องนำสินะ..  เขาละสายตาจากภาพบนเวทีเพื่อจะถามคนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ   แต่ว่างเปล่า  ผู้ชายคนนั้นหายไปไหนซะแล้ว........??   อะไรของเจ้านั่น  นึกจะไปก็ไปนึกจะมาก็มา  บ้าชะมัด  

ถึงแม้จะรู้สึกว่าบนชั้นลอยที่คับแคบนี้มันดูเหงาไปถนัดตา  แต่ยาสุดะก็ไม่มีเวลามองหาจอมจุ้นคนนั้นให้กลับมานั่งเป็นเพื่อนอยู่หรอก  โชว์ที่ทุกคนรอคอยรวมทั้งตัวเขา  กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว...

เสียงกลองจังหวะหนักแน่นดังรัวโหมโรงพร้อมๆ กับที่ทุกตำแหน่งบนเวทีเตรียมพร้อม  กีต้าร์....เบส....และนักร้องนำ  ที่ปลุกอารมณ์คนดูให้ทุกตารางนิ้ว ณ คลับเฮ้าส์แห่งนี้ร้อนระอุ ... เจ๋ง!? สมกับที่รอคอยจริงๆ... ยาสุดะกระชับอุปกรณ์คู่ใจในมือขณะสาดลำกล้องจับภาพบนเวที


นักร้องนำ...  ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เสียงร้องที่เปล่งออกมาอย่างมั่นใจ  ขับให้พลังที่ซ่อนอยู่ในทุกจังหวะบรรเลงออกมาได้อย่างลงตัว

มือกีต้าร์...  ใบหน้านิ่งเฉย  ขัดกับนิ้วมือที่พลิ้วไหวไล่ไปบนสายราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

มือเบส...  ความหนักแน่นที่กดให้ทุกเสียงเกี่ยวเนื่องกันเป็นบทเพลง  

และ
มือกลอง.........



"หมอนั่น!!!??"


ยาสุดะผละออกจากเลนส์กล้องอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง.... มือกลองของวงร็อกสุดเจ๋งที่กำลังโชว์อย่างเมามันอยู่ตอนนี้น่ะ.......ก็คือผู้ชายคนนั้น..........เจ้าโย่งจอมยุ่งที่พาเขาขึ้นมาบนนี้ยังไงล่ะ!?

เป็นไปได้ไง  หมอนั่นจะเจ๋งขนาดนั้นเชียว??


ชายหนุ่มร่างสูงผู้พร้อมจะเข้าไปผูกมิตรกับเพื่อนใหม่  และออกจะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านในความรู้สึกของยาสุดะเมื่อครู่  ตอนนี้...เขาอยู่บนเวทีในฐานะของมือกลองที่เรียกได้ว่า....มีทั้งประสบการณ์และฝีมืออยู่ในขั้นโปรคนหนึ่งเลยทีเดียว.... มันขัดกับท่าทางเหมือนเด็กน้อยผู้ซุกซนตอนที่เข้ามาทักทายเขาเสียจริงๆ

เพลงร็อกจังหวะรุนแรงบรรเลงต่อกันไม่หยุด  แต่เสียงโห่ร้องของผู้ชมก็ไม่เคยลดราไป  มีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ... ยาสุดะกดชัตเตอร์เก็บภาพในหลายๆ ช็อต  แต่ด้วยความที่ชั้นลอยนี้ไม่กว้างขวางมากมาย  มุมกล้องจึงมีอยู่ที่เดียว  เขากำลังคิดว่าควรจะลงไปปะปนกับฝูงคนข้างล่างดีกว่า.. แต่แล้วเสียงเพลงหยุดลงท่ามกลางเสียงปรบมือและร้องตะโกนดังลั่น  ผู้ชมพากันร้องเรียกอย่างต้องการให้การแสดงดำเนินต่อไปอีก...  หรือนี่จะใกล้จบแล้ว?  อะไรกัน??  เพิ่งผ่านไปครึ่งชม. เท่านั้น


"ซินเดอเรลล่าทั้งหลาย!  ระฆังตีบอกเวลาให้กลับบ้านแล้วน้าาา!!"

ชายหนุ่มร้องนำที่เส้นเสียงดูจะแหบพร่าจากตอนแรกเล็กน้อย  กล่าวขึ้น  คนฟังร้อยกว่าชีวิตตะโกนโห่เป็นเสียงเดียวกัน

"เอาอีก!  เอาอีก!!"

แล้วไม่นานเสียงนั้นก็ดังหึ่มไปทั่วทั้งคลับเฮ้าส์  ดูท่าแฟนๆ ของวงนี้จะไม่ยอมกันง่ายๆ ...ก็แน่ล่ะ  นี่มันแค่ 30 นาทีเท่านั้นเอง แม้แต่ยาสุดะก็คิดว่านี่มันน้อยเกินไป  เขาอดทนรอมาตั้งสองชั่วโมงเชียวนะ...!   และโดยที่ไม่รู้ตัว  ยาสุดะก็เผลออังกอร์ไปพร้อมกับแฟนๆ ข้างล่างด้วย

"พวกนายนี่ดื้อกันจริง!  งั้น....แถมอีกเพลงละกัน"

"ต้องอย่างนี้สิ!!"

ยาสุดะยิ้มกว้างและปรบมือชอบใจเช่นเดียวกับคนอื่นที่โห่ร้องอย่างยินดี...  ตั้งแต่ยึดอาชีพนี้มา  เขาไม่เคยรู้สึกสนุกและเข้าถึงความรู้สึกในฐานะคนดูขนาดนี้มาก่อนเลย

"แต่ก่อนหน้านั้น.. เราขอแนะนำเกสท์ในครั้งนี้!   หลายๆ คนอาจจะแปลกใจที่เห็นเขาใช่มั้ย??  ...โอคุระ ทัชชง...!!!!!"

นักร้องนำผายมือไปหลังเวที  และเมื่อแสงสปอตไลท์จับอยู่ที่บุคคลหลังกลองชุด....  โอคุระ   ก็รัวกลองเป็นการแนะนำตัว  ...   ผู้ชายคนนั้นน่ะ  ชื่อ โอคุระ เองหรอกเหรอ... ยาสุดะไม่ได้รู้ตัวเลย  ว่ากดชัตเตอร์เก็บภาพนั้นไปกี่ครั้ง...  

"สาวๆ ข้างหน้านี่คงจะแอบชอบทัชชงกันล่ะสิ?  เสียใจด้วยนะ.. เพราะเค้าแค่มาเป็นเกสท์ให้เราเท่านั้น..  แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว   ทัชชง!! โชว์โซโล่ของนายให้สาวๆ ที่นี่หลงรักกันไปเลยซิ!!!"

สิ้นเสียง  โอคุระก็ชูไม้กลองขึ้นท่ามกลางเสียงเฮของทุกๆ คน..   โชว์ที่ว่านั่นก็คือ  โซโล่กลอง ... เสียงของมันทั้งหนักหน่วงและดุดัน  ทั้งบริเวณนั้นเงียบกริบเมื่อเสียงกลองของโอคุระเบิกโรงขึ้น  คู่ไม้ที่กระทบลงไปแต่ละครั้งนั้น  ก้องกังวาน  จนเพดานไม้ของคลับเฮ้าส์สั่นสะท้าน  รวมทั้ง... ยาสุดะด้วย  

ใบหน้าของโอคุระดูจริงจัง  กับในแต่ละจังหวะที่เขาบรรเลงขึ้น  ....  ยาสุดะปฏิเสธไม่ได้เลย  ว่าในช่วงเวลานั้น  ชายแปลกหน้าที่เขาเคยรู้สึกไม่ถูกชะตามันกลายเป็นความประทับใจไปตั้งแต่เมื่อไร....

ราวกับเป็นคนละคน....


"เอ๋........!?"

จังหวะสุดท้ายจบลงพร้อมกับที่โอคุระชูไม้กลองขึ้นและชี้ตรงขึ้นมา  ยาสุดะมองไม่ผิดหากจะบอกว่า  สายตาของเขามองขึ้นมาบนนี้ ... โอคุระชี้ไม้กลองมาทางเขาเป็นการจบโซโล่  เสียงปรบมือกรีดร้องพึงพอใจก็เป็นไปดังคาด  และเพลงสุดท้ายก็เริ่มบรรเลงขึ้น




ตอนนั้นน่ะ
รู้สึกว่าหัวใจของผมเต้นแรงจนกลบเสียงอื่นไปหมด
ผมไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว
นอกจาก
เสียงคู่ไม้ที่หนักหน่วงนั้น
เต้นรัวผสานไปกับหัวใจของผมที่ดังกังวานไม่แพ้กัน

รูปที่คลับเฮ้าส์วันนั้นไม่เคยมีใครได้เห็น
ผมเก็บมันเอาไว้  รวมกับรูปของวันอื่นๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น
ดูเหมือน...มันจะเยอะขึ้นทุกที ทุกที

- ภาพของเขา-




..................................



กลางสี่แยกขณะที่ผู้คนมากมายยืนเบียดเสียดกันเพื่อรอสัญญาณไฟข้ามถนน..  ท่ามกลางหมู่คนเหล่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าสายตาใครจับจ้องอยู่ที่ใคร  ...นั่นเป็นโอกาสดีสำหรับการทำงานของช่างภาพที่เรียกตัวเองว่า  ปาปารัซซี่...   และยาสุดะกำลังทำหน้าที่นั้น

นักร้องนำของวงวิช่วลร็อก 'เมลเบิร์น' ยืนปะปนอยู่กับผู้คนภายใต้แว่นกันแดดสีชา  และหมวกแก๊ปสีสด  ไม่มีใครรู้ว่าเขาคือนักร้องอินดี้-วิช่วลที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้  แม้แต่กลุ่มเด็กสาววัยรุ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ ทาขอบตาสีเข้มบ่งบอกถึงลักษณะความชอบส่วนตัว  เธอกลับไม่มีทีท่าตื่นเต้นอะไรเมื่อได้ยืนเคียงกับนักร้องนำของเมลเบิร์น....  นั่นเป็นเพราะใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางของนักร้องวิช่วล  ที่ปกติมักจะแต่งหน้าเข้มจัด  และยิ่งเป็นอินดี้-วิช่วลด้วยแล้ว  การที่จะมีโอกาสได้เห็นหน้าเป็นๆ ไร้เครื่องสำอางปกปิดมันเป็นสิ่งที่ยากมาก..  แต่ยาสุดะกำลังจะได้ภาพนั้นมาอยู่ในมือ  รับรองว่าค่าตอบแทนครั้งนี้พอจ่ายค่าเลนส์ตัวใหม่ได้เหลือเฟือ....

"นายนี่เอง...  คุณปาปารัซซี่ที่พวกเพื่อนฉันพูดถึง........."

เสียงนั้นเอ่ยอยู่ข้างๆ อย่างรู้ทัน  เป็นผลให้มือของยาสุดะที่กำลังจะกดชัตเตอร์อยู่แล้วนั้นต้องหยุดกึก  และเมื่อลดมือที่ถือลำกล้องอยู่ลง...

"...........!!!!"

"หือ?  ตกใจขนาดนั้นเชียว?  ฉันไม่ตะโกนบอกทาคุอิซังหรอกน่า... อ๊ะ! เขาเดินไปนู่นแล้วแน่ะ  เสียใจด้วยน้า~ คุณปาปารัซซี่"

ทาคุอิแห่งเมลเบิร์น  หายตัวไปพร้อมกับคลื่นฝูงชนที่ทยอยกันเดินข้ามถนนเมื่อสัญญาณไฟปรากฏ  คงเหลือเพียงแค่ยาสุดะกับเจ้าของเสียงคนนั้นยืนนิ่งอยู่กลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา..  ถ้าทำได้  ยาสุดะอยากจะหายตัวเป็นอากาศไปซะตอนนี้  หรือถ้าทำได้ยิ่งกว่า  ก็อยากจะลบความทรงจำของคนตรงหน้านี้ไปเสียจริงๆ   ..ทำไมกันนะ..?  ถึงต้องมาเผชิญหน้ากันในเวลาแบบนี้ด้วย  ทั้งที่.......ได้แค่มองผ่านเลนส์กล้อง  ก็ดีแล้ว  แท้ๆ

"เฮ้?  จะไปไหนล่ะ?? "

เขารั้งมือยาสุดะที่ทำท่าจะวิ่งหนีไปเอาไว้..  ไม่รู้เลยหรือไงนะ?  ไม่รู้เลยหรือไงนะ..........โอคุระ!

"ฉันไม่คิดจะถ่ายมือกลองห่วยๆ แบบนายหรอกน่า  ...ปล่อย!"

ยาสุดะพูดโกหกไปแบบนั้น  แม้แต่สายตาก็ไม่อาจมองหน้าเขาตรงๆ ได้  ... ถึงตอนนี้อยากจะรู้เหลือเกินว่า  ปาปารัซซี่ทุกคนจะเป็นเหมือนกันบ้างไหม?  ..เวลาที่ได้มองใครซักคนผ่านเลนส์กล้อง..  แล้วเคยคิดหลงรักคนๆนั้นบ้างไหม?



"เอ๋? นายรู้ด้วยเหรอว่าฉันเป็นมือกลองน่ะ!?  ยอดไปเลย..."

ผิดคาด.. แทนที่โอคุระจะโมโหกับคำสบประมาทของยาสุดะ  แต่ดูเขากลับตื่นเต้นดีใจเสียอีก



"ถ้างั้นเรามาเป็นเพื่อนกันมั้ย?"

ยาสุดะขมวดคิ้วมุ่นอย่างแปลกใจ   ...อะไรกัน?  นักดนตรีชวนปาปารัซซี่ที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูกัน  มาเป็นเพื่อนกันอย่างนั้นเหรอ? ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้ว...

"นายจะบ้าหรือไง?  อาชีพฉันกับนายมันเดินสวนทางกันนะ........"

ถึงแม้จะแอบดีใจอยู่นิดๆ ก็เถอะ  ไม่รู้ว่าคิดยังไงของเขา  แต่พวกเราน่ะเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก  แค่คุยกัน  ยังเหมือนฝันเลยมั้ง  ...  สำหรับฉันแค่ได้มองนายจากภาพถ่ายเหมือนเดิมตลอดไปก็ดีแล้ว

"เดินสวนทาง? แต่ก็ต้องมาบรรจบกันอยู่ดีใช่มั้ยล่ะ  เพราะงั้นเรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ!"

โอคุระยิ้มกว้างอย่างจริงใจและเป็นมิตร  เหมือนเมื่อวันนั้น  วันที่เราได้พบกันครั้งแรก  ณ คลับเฮ้าส์ชั้นใต้ดิน   

"ก็....ฉันดีใจน่ะนะที่มีคนจำได้ว่าชั้นเป็นนักดนตรีกับเค้าด้วย"

เพราะเห็นสีหน้าของคนร่างเล็ก  โอคุระเลยให้เหตุผลไป.... ก็มันน่าดีใจจริงๆ นี่  เขาเพิ่งเคยเล่นไลฟ์ในคลับเฮ้าส์เป็นครั้งแรก  ก็ตอนที่ไปเป็นเกสท์ให้กับวงของรุ่นพี่ที่รู้จักกันเท่านั้น  แถมปาปารัซซี่ที่เก่งขนาดตามตัวทาคุอิซังแห่งเมลเบิร์นถูกรู้จักเขาเนี่ย  มันน่าภูมิใจจะตาย!  

".....................ก็ได้"



แม้จะรู้สึกเศร้าอยู่นิดหน่อย
'นี่นายจำฉันไม่ได้หรือไง'
ใช่แล้ว, เขาจำผมไม่ได้เลยสักนิดเดียว
แต่ถ้าหากวันนั้น
ผมรู้ว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวผมบ้าง
ผมคงไม่ปล่อยให้คำตอบ
มันกลายเป็นแบบนี้








 

 

เรื่องสั้นแต่มีสองตอน!?  แบบนี้มันยังเรียกเรื่องสั้นอยู่ป่าววะเนี่ยยยยย....
แต่เป็นเรื่องสั้นจริงๆ ไม่ลงหมดเพราะยาวเกิน เก็บเอาไว้ลงวันอื่น ๕๕๕๕
 
แต่งไว้นานแล้ว ตั้งแต่ เรื่องป๋ากับมารุจัง แต่เพิ่งเอามาลงเพราะ .......อยากจะลง!
๕๕๕๕๕ 

ก็  ไม่รู้ว่ะ อาจจะมีเรื่องยาว? หรืออาจจะมีตอนอื่นๆ ของคนอื่นๆ ??? 
แต่งไว้แล้ว  แต่เป็นแบบเขียน  ตอนนี้เลยอ่านอยู่คนเดียว  ๕๕๕๕
เหตุผลที่กลับมาลงบล็อกนี้อีกครั้งก็ไม่มีไรมาก
รู้สึกเบื่อๆ กับการเขียนอะไรจริงจัง  ก็เลยกลับมาเขียนฟิคดีกว่า... กร๊ากกกก




ปล. กึงกับยัสซังครั้งแรกของกรู๊วววววว  โฮ่ๆๆๆๆ  ;D