[#1] Whatever, I love you

posted on 08 May 2008 01:02 by hacchi  in WhateverIloveu



WHATEVER, I LOVE YOU [1]
H.Uchi / R.Nishikido / K.Mizuno

page * intro






ผมไม่แน่ใจว่าวันนั้นเป็นวันที่ร้อนที่สุดในรอบปีหรือเปล่า

พวกเรา,
หมายถึง มิคคุง  เรียวจัง  แล้วก็ผม  ขับรถไปเที่ยวทะเลกันอย่างไม่มีจุดหมายอะไร


มันเริ่มจากที่ผมพูดเปรยๆ ในเย็นวันหนึ่งว่า

"หน้าร้อนแบบนี้น่ะ  อยากไปทะเลจังเลยน้า.."


แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น  มิคคุงก็พาหน้ายิ้มแย้มของเขากับรถโปเกคันหนึ่งมาบีบแตรปิ๊นๆ อยู่หน้าบ้านผม  มันเป็นรถที่มิคคุงเช่ามา

"ฉันอยากเซอร์ไพรส์นายน่ะ"

ใช่แล้วล่ะ  มิคคุงน่ะมักจะหาเรื่องมาให้ผมแปลกใจได้ตลอดเวลา


แต่ที่นั่งคนขับไม่ใช่ของมิคคุง  เขาออกปากว่าตัวเองขับรถได้ไม่ดีเอาเสียเลยแม้จะมีใบขับขี่ก็ตาม

"ด้วยเหตุนี้...เรียวจังผู้น่ารักก็เลยมาช่วยเป็นสารถีให้น่ะ~"


เรียวจังยิ้มทักทายพอเป็นพิธี

"รบกวนด้วยนะ..."


ผมให้มิคคุงนั่งข้างคนขับคู่ักับเรียวจัง  ส่วนผมนั่งข้างหลัง
ตลอดทางมิคคุงพูดจ้อไม่หยุด  ดูเขาจะมีความสุขมาก  ...วันนั้นน่ะพวกเราต่างก็มีความสุขกันมากจริงๆ



"เอ๋!? มีอะไรเหรอ เรียวจัง..?"

รถหยุดเอาเสียดื้อๆ ทั้งที่น้ำมันยังไม่หมด..  เมื่อเปิดฝากระโปรงรถควันก็ลอยขโมงออกมา


"หม้อน้ำแห้งนี่เอง! อา.. ทำไมฉันไม่ตรวจดูให้ดีก่อนนะ  ฉันนี่แย่จัง~"

มิคคุงทำหน้าเศร้าหันมาขอโทษผมกับเรียวจังยกใหญ่


"เมื่อกี้ฉันเห็นร้านขายของอยู่  จะลองไปดูนะ.."

เรียวจังตั้งท่าจะเดินย้อนกลับไป

"ให้ฉันไปเถอะ!  พวกนายรออยู่นี่แหละ"

มิคคุงรับปากจะไปเองและปฏิเสธเมื่อผมขอไปเป็นเพื่อน



แดดตอนบ่ายสาดลงมายังพื้นถนน  แถวนั้นไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆ พอให้ร่มเงาได้เลย  ผมยืนพิงกระโปรงรถ อีกมือยกขึ้นบังแดดขณะหยีตามอฟ้าสีครามจัดกับรัศมีดวงอาทิตย์.. ท้องฟ้าหน้าร้อนมักจะเป็นอย่างนี้เสมอ  แดดแรงจนแสบตาทว่าสีฟ้าหมดจดเหมือนจะกลืนทั้งโลกเข้าไปนั้นก็น่ามองยิ่งกว่าอะไร



"ร้อนนะ.."

เรียวจังมายืนอยู่ข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้พูดขึ้น  ขณะทอดสายตามองดูท้องฟ้าอยู่เหมือนกัน

"เอ๋? อื้ม.. ก็หน้าร้อนนี่นะ"




อันที่จริง  ผมลำบากใจนิดหน่อยที่ต้องรออยู่เฉยๆ แบบนี้กับเรียวจัง...สองคน

ผมกับเรียวจังไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมากมายนักนับจากตอนที่เจอกันวันฝนตกนั่น  มีเพียงแค่คำพูดทักทายทั่วไป  แต่ก็ดูน้อยเหลือเกินอีกนั่นล่ะ  เพราะทุกครั้งที่ผมไปเจอกับมิคคุงแล้วเรียวจังนั่งอยู่ก่อน  เขาจะรีบขอตัวออกไปจากตรงนั้น...  ก็ไม่ใช่ว่า 'รีบ'  หรือ   'ทันที'  จนดูเสียมารยาทหรอก  แต่เป็นท่าทางแบบที่เราจะรู้สึกได้เวลาโดนใครสักคนจงใจจะหลบหน้าอย่างไม่ให้เรารู้ตัว  ผมก็เลยเผลอคิดแย่ๆ อย่างเช่นว่า  เรียวจังอาจไม่ชอบผมนัก  หรือเขาอาจคิดว่าผมไม่เหมาะกับเพื่อนรักของเขา  หรืออะไรต่อมิอะไรทำนองนั้น..


"ตอนเด็กๆ ฉันเคยคิดว่า...ก้อนเมฆก็ไปโรงเรียนเหมือนกับเรา"

เรียวจังพูดขึ้น  สายตายังไม่ละจากท้องฟ้า

"ก็เวลาปกติน่ะ  ท้องฟ้ามักจะเต็มไปด้วยก้อนเมฆเสมอ  แต่พอปิดเทอมหน้าร้อนทีไรท้องฟ้าก็จะสะอาดโล่งแบบนี้ทุกที  ฉันเลยคิดประมาณว่า  'อ้อ! คุณก้อนเมฆคงจะไปวิ่งไล่จับแมลงเหมือนกับฉันตอนนี้ล่ะสินะ!'  ..แต่ันั่นก็เป็นตอนที่ยังเด็กมากๆ น่ะนะ  ความคิดของเด็กเนี่ยมันตลกดีจัง  นายว่างั้นไหม?"


เรียวจังที่ยิ้มน้อยๆ หันมาถามผม  แล้วยกกระป๋องน้ำอัดลมในมือขึ้นดื่ม
ผมเพียงหยักหน้ากลับไปอย่างออกจะทึ่งเล็กน้อย... ก็นั่นน่ะเป็นคำพูดที่ยาวที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากคนๆนี้เลยก็ว่าได้ล่ะมั้ง  แล้วยังเป็นเรื่องที่..จะว่ายังไงดีล่ะ?  เรียกว่าอ่อนโยนจะได้หรือเปล่านะ?



"..ตอนเด็กๆฉันเองก็มักจะมองก้อนเมฆด้วยความสงสัยเหมือนกันนะ"

หลังจากเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง  ผมจึงเริ่มคุยบ้าง

"ตอนเด็กๆ เวลาที่นั่งรถไฟไปไหนกับคุณแม่  ไม่ว่าจะไกลมากจนนอนหลับได้สบายหรือไม่ไกลเลยก็ตาม  ฉันจะชอบจ้องมองก้อนเมฆ  แล้วก็จดจำรูปทรงของมันชนิดที่ว่าจำติดตาเลยล่ะ  จะคอยมองตามตลอด..ถ้าไม่ได้หลับน่ะนะ  แล้วพอลงจากรถไฟฉันก็จะเห็นก้อนเมฆเป็นรูปเดิมอยู่ทุกที..  ฉันเคยคิดถึงกับอยากจะตามถ่ายรูปก้อนเมฆด้วยละ  แต่มันคงเป็นแค่ความเชื่อสมัยเด็กเท่านั้นแหละ"

ผมหัวเราะปิดท้ายเรื่องราวของตัวเอง

"ไม่หรอก  บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาไม่พบก็ได้น้า.. นายไม่ลองเมลล์ไปบอกนาซ่าดูล่ะ?"

พวกเราหัวเราะความคิดของเรียวจัง... น่าแปลกที่เสียงหัวเราะมักเป็นตัวแปรในการสร้างบรรยากาศได้เสมอ  ความคิดแง่ลบที่ผมเคยมีต่อเรียวจังมันหายไปหมดสิ้นจนราวกับมันไม่เคยมีอยู่  เหมือนการมองหาก้อนเมฆในวันแดดจ้าของหน้าร้อนที่เรารู้ว่ามันจะมีเพียงแค่ท้องฟ้าสีสดใสแบบนี้เท่านั้น


"กินมั้ย...?"

เรียวจังยื่นน้ำอัดลมให้ผม  ผมลังเลอยู่นิดนึงก่อนจะรับมา

"เชื่อเลยว่า  เดี๋ยวมิซุโนะจะต้องหอบขนมมาขอโทษเราชุดใหญ่แน่ๆ  หมอนั่นน่ะเป็นแบบนี้เรื่อย...."


จู่ๆเสียงเรียวจังก็เงียบลง  ผมเอง...ก็ด้วย 
เมื่อมือของเรียวจังมาวางทับมือผมบนฝากระโปรงรถอย่างไม่ตั้งใจ  ฝ่ามือแข็งแรงนั้นอุ่นเหมือนต้องการจะบอกอะไรบางอย่าง.. ด้วยเหตุนั้นดูเหมือนกลุ่มต้นหญ้าริมถนนสองฟากฝั่งต่างก็พร้อมเพรียงกันหายใจอย่างเบาที่สุดไปด้วย



ตอนนั้นทุกอย่างเงียบมากเลย
 
ผมไม่ได้มองหน้าเรียวจัง  เขาก็ไม่ได้มองผม  ไม่มีใครพูดทำนองว่า  'อ๊ะ! ขอโทษที...'  แล้วชักมือกลับไปลูบต้นคอหรือท่าทางประหม่าอย่างอื่นแบบที่น่าจะเป็น  มันมีแค่ถนนสีเทาที่อยู่ใต้ชายคาของแดดจัดในหน้าร้อน  และเสื้อยืดที่เริ่มจะชุ่มเหงื่อเล็กน้อยเท่านั้น

ผมมองกระป๋องน้ำอัดลมของเรียวจังในมือ  กลิ่นโคล่าให้ความรู้สึกแห้งผากวิ่งผ่านจากจมูกไปถึงลำคอ.. มือที่สัมผัสกันทำให้ผมนึกถึงเย็นวันฝนตกอันหนาวสั่น..ไหล่ที่เบียดชิดอยู่ใต้ร่ม  ช่วงเวลานั้นหยุดนิ่งอยู่นานเท่าไหร่กัน?  อาจนาที  หรือสิบนาทีผมไม่แน่ใจนัก



"ขอโทษที่มาช้านะ ทุกคน!  พอดีคุณป้าเจ้าของร้านเค้าเกิดเรื่องยุ่งนิดหน่อยน่ะ"

มิคคุงตะโกนมาแต่ไกลพร้อมเสียงฝีเท้าวิ่งใกล้เข้ามาแล้ว..  แล้วตอนนั้นเรียวจังก็ค่อยๆเลื่อนมือออกช้าๆ



ผมรู้มันแค่การสัมผัสมือกันโดยบังเอิญเท่านั้น  แต่ดูเหมือนมีบางสิ่งฉุดรั้งผมให้ครุ่นคิดถึงแต่เหตุบังเอิญที่ว่าอย่างไม่อาจละวางได้.. 



เราอยู่ดูพระอาทิตย์ตกดินก่อนขับรถกลับบ้าน

ขากลับมิคคุงมานั่งกับผมที่เบาะหลัง  คุยอยู่พักหนึ่งก่อนจะผล็อยหลับไป.. ผมต้องนั่งเกร็งจนตัวชาไปตลอดทางเมื่อบังเอิญประสานสายตาเข้ากับเรียวจังที่มองผ่านมาจากกระจกมองหลังอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า..สายตาของเรียวจัง  เพราะผมกลัวมิคคุงที่นอนหลับพิงไหล่ผมอยู่อย่างไม่รู้เรื่องอะไรจะได้ยินเข้า...


เสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำของผม






 

 

 

 











Ending Theme  :  Nocture by Bonnie Pink

 



 

 ตอนหนึ่งงงงง 

กลัวคนอ่านสับสนว่าในรูปนั่นหมายถึง  สามคนในเรื่องจริงเลย  ห้าๆๆ  เปล่าเน้อ  มันแบบบังเอิญ  อยากได้รูปแนวนี้  แต่วันนี้เร่งรีบขี้เกียจหาแล้ว  หาได้เท่านี้ ฮา.. แค่อยากลงน่ะ  อิอิ

ตอนนี้ก้อเวิ่นเว้อไปตามประสา  สงสัยจะกลายเปนฟิคเวิ่นเว้ออีกเรื่อง -*-